คปภ. เผย ตัวเลขธุรกิจประกันภัยไตรมาสแรก ปี 54

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีการขยายตัวอย่างเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยไทยใน ไตรมาสที่ 1 ปี 2554 ขยายตัวร้อยละ 13.52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง รวมทั้งสิ้น จำนวน 111,783 ล้านบาท เป็นของธุรกิจประกันชีวิต จำนวน 76,567 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 12.45 และธุรกิจประกันวินาศภัย จำนวน 35,216 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อย 15.91

 ทั้งนี้ ไตรมาสแรกของปี 2554 ธุรกิจประกันภัยมีจำนวนกรมธรรม์ประกันภัย รวมทั้งสิ้น 27,252,213 ราย ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 7.77 โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 28,719,096 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.08 แยกเป็นกรมธรรม์ของธุรกิจประกันชีวิต 17,181,746 ราย ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.80 มีจำนวนเงินเอาประกันภัยเท่ากับ 7,170,797 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.01 และเป็นกรมธรรม์ของธุรกิจประกันวินาศภัย 10,070,467 ราย ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 7.74 มีจำนวนเงินเอาประกันภัยเท่ากับ 21,548,299 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.24

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หากธุรกิจประกันภัยมีการเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าสิ้นปี จะทำให้สัดส่วนการทำประกันภัยต่อ GDP อยู่ที่ระดับ 4.21 และภายในปี 2557 จะมีสัดส่วนการทำประกันภัยต่อ GDP เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 6 ซึ่งจะเป็นไปตามเป้าหมายของสำนักงาน คปภ. ที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 2

สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ระดมสมองยอดขุนพล ชูเศรษฐกิจไทยหลังปฏิรูปให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรม ศาสตร์นำทีมขุนพลเศรษฐกิจร่วมระดมสมองวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และอนาคต ชูหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ไทยในตลาดโลกในงานสัมมนาประจำปีภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจหลังปฏิรูป…ร่อแร่หรือรุ่งเรือง”

ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงปี ที่ผ่านมาอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนและหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติในไทยเกิดความห่วงกังวลหรือไม่มั่นใจในทิศทาง เศรษฐกิจของไทย สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์จึงกำหนดจัดสัมมนาหัวข้อ “เศรษฐกิจหลังปฏิรูป…ร่อแร่หรือรุ่งเรือง” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (อาคารเอสแคป) ในวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2549 เวลา 8.30-17.00 น. เพื่อเป็นเวทีหารือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกัน วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยและจุดยืนของภาคเอกชนในตลาดการค้าและการลง ทุนระหว่างประเทศ โดยชูหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ในการช่วงชิงหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ทวีความ รุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ องคมนตรี ศ. นพ.เกษม วัฒนชัย เป็นองค์ปาฐกพิเศษหัวข้อ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง…ทางเลือกสำหรับเศรษฐกิจและสังคมไทย” และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เกียรติเป็นประธานในพิธี เปิดงานสัมมนาและปาฐกถาพิเศษในโอกาสนี้ด้วย จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยหลังปฏิรูป” “เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนในเศรษฐกิจโลก” และ “ทำอย่างไรเศรษฐกิจไทยถึงจะแข่งขันได้”   โดยขุนพลเศรษฐกิจจากภาครัฐและเอกชน อาทิ ดร.ทนง   พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหารธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณสันติ วิลาศศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ ประธานสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) โดยมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบคำต่อคำ ทั้งนี้ ค่าเข้าร่วมสัมมนาท่านละ 3,000 บาท ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียด

ผนึกพลังภาคี : รัฐ วิชาการ ประชาชน สางปัญหาความยากจน เน้นต้องร่วมมือกัน

ปัญหาความยากจน เป็นนโยบายเร่งด่วนของประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญและกำหนดให้ทุกภาคส่วนใน สังคมต้องผนึกกำลังร่วมกันในการแก้ไข ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นฐานของความพอดีภายใต้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาดังกล่าว ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ(ศตจ.)โดยจัดทำยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนด้วย โครงการนำร่องการบูรณาการการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ โดยความร่วมมือระหว่าง กระทรวงมหาดไทย(มท.)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)และสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน(พอช.)เพื่อพัฒนาให้เกิดกลไกและระบบที่เอื้อให้พื้นที่ทั้งระดับ จังหวัดและชุมชน สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างบูรณาการ มุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ตลอดจนเสริมพลังและศักยภาพเครือข่ายชุมชน ภาคประชาชน ให้ผนึกกำลัง เป้าหมาย แผนปฏิบัติการของภาคประชาชนกับภาคีท้องถิ่น เชื่อมโยงสู่ยุทธศาสตร์จังหวัดเพื่อให้เกิดแผนแก้ไขความยากจนจังหวัดที่ พัฒนาจากความร่วมมือของเจ้าของปัญหาร่วมกับภาครัฐ

โดยการดำเนินงานดังกล่าวได้เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548 ในพื้นที่นำร่อง 13 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ อุทัยธานี เชียงใหม่ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ยโสธร นครพนม นครปฐม สมุทรสงคราม ตรัง พัทลุง ปัตตานี ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดบทเรียนรูปธรรมเป็นการผนึกพลังระหว่าง ภาครัฐ วิชาการและประชาชนในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยผ่านการดำเนินงานโครงการนำร่อง กำหนดทิศทางและจังหวะก้าวร่วมกันในการขยายผลจังหวัดนำร่อง รวมทั้งการจัดบทบาทในการแก้ไขปัญหาความยากจนร่วมกันระหว่างส่วนกลาง พื้นที่ ภาครัฐ ชุมชน ท้องถิ่น และจัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกันเมื่อระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษา ศตจ.ชาติ กล่าวปาฐกถาพิเศษโดยเน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนจะต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางใช้ข้อมูลความรู้ต่างๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นการทำงานบนฐานความรู้ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจน โดยต้องทำทั้งในส่วนที่เป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนส่วนของผู้ที่มาจดทะเบียน ปัญหาความยากจน ซึ่งมีถึง 12 ล้านปัญหา ที่คณะอนุกรรมการชุดต่างๆกำลังเร่งรัดดำเนินงาน รวมถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาระยะยาว/แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ กฎหมาย การศึกษา โครงสร้างพื้นฐานที่ดิน แหล่งน้ำ โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการ โครงสร้างการบริหารจัดการการจัดไกลไก และเรื่องสำคัญคือช่วงที่ระบบเศรษฐกิจเริ่มไหวตัวอีกครั้ง ศตจ.ต้องเริ่มคิดแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความผ่อนหนักเป็นเบา

นายไมตรี อินทุสุต รองหัวหน้าสำนักงานศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การดำเนินโครงการ 6-7 เดือนที่ผ่านมา พบว่าแกิด 3 ตัวเสริม 3 พลัง ที่ประสานกันเป็นพลังขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาความยากจน นั่นคือ 1)เกิดแรงเสริมในภาคประชาชนที่นำไปสู่การเกิดพลังร่วม   2)จากพลังร่วมเมื่อขับเคลื่อนด้วยโครงการนำร่องทำให้เกิดการร่วมวงกันทำงาน มากกว่าสามวงทำให้เกิดการเชื่อมโยงและเป็นระบบ นั่นคือเกิดพลังร่วมทางวิชาการที่เป็นการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน   3) การสร้างเวทีที่ให้ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชนได้มาแสดงผลการทำงานร่วมกันทำให้เกิดเป็นพลังขับเคลื่อนในการ แก้ปัญหา นั่นคือการขับเคลื่อนในหลายมิติ

” ไม่อยากให้คิดแยกว่าเป็นการทำงานของส่วนใดแต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เป็นความร่วมมือในภาคีทั้งภาครัฐ วิชาการและประชาชน กล่าวได้ว่าจากการทำงานร่วมกันทำให้เกิดการบูรณาการย่อยๆในทั้ง 3 ภาค และเป็นต้นแบบให้จังหวัดหันมาร่วมมือทำงานแบบบูรณาการทั้ง 3 ส่วนและทำให้ชุมชนหรือภาคประชาสัมคมตื่นตัวมาร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อแก้ ปัญหาความยากจน เพราะสุดท้ายแล้วการแก้ปัญหาความยากจนก็คือ การแก้ปัญหาของชุมชนนั่นเอง”

ด้านภาควิชาการ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนและสังคม สกว.กล่าวว่า ระบบการจัดการงานวิจัยของสกว.เห็นได้จากการวางแนวคิดและวิธีการทำงานของทีม วิชาการเพื่อเข้าไปเปิดทางทำงานร่วมกันที่เป็นจุดสำคัญมากและเป็นตัวหนึ่ง ที่ใช้ตัดสินความสำเร็จของงานได้ว่า สามารถเชื่อมภาคีได้หรือไม่ และระบบการบริหารจัดการงานวิจัยรวมถึงการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัย เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน การพัฒนาข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของพื้นที่ ฯลฯ โครงการวิจัยลักษณะนี้ต้องเกิดหลังจากที่ภาครัฐและภาคประชาชนเห็นภาพชัดร่วม กันว่า เขาต้องการได้รับการสนับสนุนเรื่องใด แล้วงานวิจัยเข้าไปช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาด เช่น การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราให้แก่จังหวัดที่ปลูกยางพารา เป็นหลัก โดยเติมต็มงานวิจัยด้านเทคโนโลยีการผลิตยาง เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ถือเป็นบทเรียนที่สกว.ได้จากการทำงานเพื่อตอบสนอง ยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลที่สำคัญทำให้เราทราบว่า การนำข้อมูล ความรู้และประสบการณ์ของแต่ละฝ่ายมาแลกเปลี่ยนกันนั้น ทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก

จากการไปดูงานในโครงการนำร่องดังกล่าวเห็นว่า หลายฝ่ายเริ่มตื่นตัวในการแก้ปัญหาความยากจนว่าจะขาดฝ่ายใดหนึ่งฝ่ายใดไปไม่ ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชนที่เป็นแรงขับเคลื่อน โดยกระบวนการทำงานอาจแตกต่างกันแต่เป้าหมายควรเป็นสิ่งเดียวกัน งานนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย อย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องเชื่อมโยงกับศตจ.และกระทรวงมหาดไทย หรือฝ่ายสกว.ที่ร่วมมือกับเครือข่ายวิชาการว่าจะให้การสนับสนุนไปในทิศทางใด เพื่อให้การทำงานเกิดความสอดคล้องกัน

นายสุจิตร์   สว่างอารมณ์ ผู้แทน ศตจ.ประชาชน จังหวัดอุตรดิตถ์   กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าทุกข์หรือความจนมันใหญ่มันเยอะ ห้วงทุกข์เหล่านั้นตนมองว่ามีอยู่ 4-5 ชั้นคือ จากตัวเอง จากคนอื่น จากกฎหมายนโยบาย จากกติกาสังคม   และจากโครงสร้างอะไรต่าง ๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้จำเป็นต้องวางเป็นระดับ ๆ   และถ้ามาร่วมกันรวมพลังกันก็จะได้ชุดความรู้ที่จะไปช่วยแก้ปัญหาหรือปลด ทุกข์   และในส่วนภาคประชาชนวันนี้เราก็ได้ร่วมกันเพื่อปลดทุกข์ตัวเอง หยิบใช้เงื่อนไขโอกาสที่รัฐสนับสนุน

ผู้แทนภาคประชาชนคนหนึ่งได้ให้ความเห็นว่า ในการแก้ปัญหาการต่อสู้ความยากจนนั้น เราต้องปรับกระบวนการทำงานแบบร่วมมือกัน อย่างประชาชนเริ่มขับเคลื่อนไปแล้วแต่หากภาครัฐยังไม่สั่งการย่อมไม่เห็นผล ซึ่งปัญหานี้ควรต้องปรับเข้าหากันและอย่าให้เป็นเพียงข้อตกลงความร่วมมือใน กระดาษ หรือทิ้งปัญหาให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องทำงานเพียงลำพัง ซึ่งหากผนึกกำลังร่วมกันแล้วเชื่อว่า จะทำให้เราสามารถต่อสู้กับความยากจนได้เห็นผล

ทั้งนี้จากการเสวนาร่วมระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนศตจ.มท. ผู้แทนภาควิชาการ และผู้แทนชุมชนจากพื้นที่นำร่อง ได้ข้อสรุปของการดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจนว่า 1)ต้องมีการเชื่อมโยงงานในพื้นที่ และประเด็นการเชื่อมโยงต้องใหญ่พอ เช่น ประเด็นที่ดิน น้ำ แผนชุมชน 2) ความสำเร็จชี้ขาดอยู่ที่จังหวัดและอำเภอ และความตื่นตัวทั้งสมองและจิตใจของทีมงานทั้งภาครัฐและประชาชน 3) การเสิรมแรงและสร้างพลังร่วมทั้งภาคประชาชนและจังหวัด โดยมีภาควิชาการช่วยจัดระบบและภาครัฐเสริมการขับเคลื่อน 4)ดึงพลังต่าง ๆ ในจังหวัดให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการแก้จนของจังหวัด และแบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจนตามทักษะ ประสบการณ์ของแต่ละภาคี 5)ภาวะผู้นำสามารถสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นได้ ที่สามารถดึงพลังศักยภาพของทุกภาคส่วนที่มาร่วมกันทำแผนแก้จนจังหวัด 6) เปิดโอกาสให้ประชาชนเจ้าของทุกข์มาร่วมกันแก้ไขปัญหาและดูแลปัจจัยการผลิต 7)มีความเข้าใจ เห็นใจ และเรียนรู้ร่วมกัน เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างของภาคประชาชนและภาครัฐ 8) มีระบบข้อมูลการตัดสินใจที่ใช้ได้ทุกระดับทั้งรัฐและประชาชน

สุดท้ายการระดมความเห็นกลุ่มย่อยแต่ละจังหวัดได้กำหนดวิธีการ/แนวทาง สำคัญในการทำแผนแก้จนจังหวัดอย่างบูรณาการโดยดูตัวอย่างจากจังหวัดนำร่องที่ ประสบผลสำเร็จ นั่นคือ เริ่มจากการประมวลข้อมูลแกนนำและพื้นที่ศักยภาพ   จัดเวทีหารือทั้งส่วนของประชาชนและรัฐกับประชาชนเพื่อเชื่อมโยงแกนนำระดับ จังหวัด หารือร่วมกันกับศตจ.มท.และภาคประชาชน สร้างประเด็นร่วมผนึกกำลังการทำงานร่วมกันของต่างเครือข่ายหรือสร้างแผนการ ทำงานร่วมกัน จากนั้นบูรณาการงบประมาณทั้งจส่วนกลาง/ผจว.CEO/ท้องถิ่น   นำไปสู่ขั้นสุดท้ายคือการพัฒนากลไกขับเคลื่อนงานซึ่งประกอบด้วยกลไกชุมชน ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล   ซึ่งทั้งหมดนี้เป้นการจัดระบบกลไกการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ผ่านการผนึก กำลังของภาครัฐ ภาคประชาชน และภาควิชาการ โดยใช้แผนเป็นเครื่องมือเชื่อมโยง

การสัมมนาครั้งนี้นอกจากการเผยแพร่แนวทางและรูปธรรมการผนึกพลังระหว่าง ภาครัฐ วิชาการ และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยผ่านการดำเนินงานโครงการนำร่อง กำหนดทิศทางและจังหวะก้าวร่วมกันในการขยายผลจังหวัดนำร่อง รวมทั้งการจัดบทบาทในการแก้ไขปัญหาความยากจนร่วมกันระหว่างส่วนกลาง พื้นที่ ภาครัฐ ชุมชน/ท้องถิ่นแล้ว หน่วยงานดำเนินงานโครงการนำร่อง   3 หน่วยงาน คือ ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน กระทรวงมหาดไทย (ศตจ.มท.)   สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงในการผนึกพลังในการดำเนินงานสนับสนุนการแก้ไข ปัญหาความยากจนในจังหวัดนำร่องและจังหวัดขยายผลที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งจากครั้งนี้จะมีการแตกหน่อออกไปอีก 46 จังหวัดทั้งในทุกภาคของประเทศ.